รถไฟฟ้ามาหานะเธอ

รีวิวหนัง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ในกรุงเทพฯ เมืองที่ไม่เคยหลับใหล ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์และแสงไฟจากตึกสูงที่ส่องสะท้อนกระจกเงาในยามค่ำคืน มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อว่า “เหมยลี่” หญิงสาววัยสามสิบปีเต็มที่ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับงานในออฟฟิศ บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่งใจกลางเมือง เธอเป็นผู้หญิงธรรมดา มีอารมณ์ขัน มีเพื่อนฝูงมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่เธอไม่มีเลยในตอนนี้คือ “ความรัก” ทุกเช้าเหมยลี่จะตื่นสายกว่าที่ตั้งใจไว้เสมอ เธอมักจะวิ่งหน้าตั้งออกจากคอนโดแถวอารีย์ไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินหรือบีทีเอส เพื่อไปทำงานให้ทันเวลา ภาพของหญิงสาวถือกระเป๋าใบใหญ่ เดินชนคนอื่นไปมาพร้อมขอโทษตลอดทาง กลายเป็นภาพประจำวันของเธอที่เธอเองก็เริ่มชินเสียแล้ว แม้ภายนอกเธอจะดูเป็นสาวมั่น ยิ้มแย้ม และมีชีวิตชีวา แต่ภายในใจกลับแอบมีความเหงาซ่อนอยู่ลึก ๆ

เพราะในช่วงนี้เพื่อนๆ รอบตัวของเธอล้วนแต่แต่งงานไปหมดแล้ว ทั้งเพื่อนสนิทสมัยเรียนมัธยม เพื่อนในออฟฟิศ หรือแม้แต่เพื่อนบ้านในละแวกเดียวกัน ต่างมีคู่ มีครอบครัว เหมยลี่จึงเริ่มรู้สึกเหมือนเป็น “คนสุดท้ายของกลุ่ม” ที่ยังไม่เจอใคร เธอเคยพยายามออกเดตบ้างในอดีต แต่ทุกครั้งก็จบลงด้วยความผิดหวัง บางคนดูเหมือนใช่แต่กลับกลายเป็นคนไม่พร้อมจะรัก บางคนดีเกินไปจนเธอรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควร และบางคนก็เพียงผ่านมาให้เธอได้รู้ว่า “ความรักไม่ใช่เรื่องง่าย”

คืนวันศุกร์หนึ่งหลังเลิกงาน เหมยลี่ไปร่วมงานแต่งของเพื่อนสนิทอีกคน เป็นงานที่เต็มไปด้วยความสุข เสียงหัวเราะ และบรรยากาศโรแมนติกจนแทบจะหอมกลิ่นดอกไม้ทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยง แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังอวยพรคู่บ่าวสาว เธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนแปลกหน้าท่ามกลางโลกที่คู่กันหมดแล้ว เธอยิ้มให้เพื่อนแต่ในใจกลับรู้สึกว่างเปล่า เมื่อกลับถึงห้อง เธอทิ้งตัวลงบนเตียงพร้อมถอนหายใจเบา ๆ แล้วพึมพำกับตัวเองว่า “เมื่อไหร่ความรักจะมาหาฉันบ้างนะ”แล้ววันหนึ่ง โชคชะตาก็เหมือนตั้งใจจะเล่นตลกกับเธอ ขณะที่เธอกำลังรีบวิ่งขึ้นรถไฟฟ้าในตอนเช้า มือหนึ่งถือกาแฟ อีกมือหนึ่งถือกระเป๋า ใจหนึ่งกำลังคิดเรื่องงาน เธอสะดุดล้มเพราะส้นรองเท้าหักพอดี ชายคนหนึ่งที่อยู่แถวนั้นรีบเข้ามาช่วย เขาแต่งตัวเรียบง่าย เสื้อเชิ้ตสีอ่อน กางเกงขายาว และแว่นตากรอบบาง ใบหน้าสะอาดสะอ้านดูสุขุม เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในจังหวะนั้น แล้วหัวใจก็เต้นแรงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ชายคนนั้นชื่อ “ลุง” ไม่ใช่เพราะแก่กว่าเธอมาก แต่เป็นชื่อเล่นจริงๆ ที่เพื่อนร่วมงานเรียกกัน เขาเป็น วิศวกรที่ทำงานในโครงการรถไฟฟ้า เป็นคนเก่ง สุขุม พูดน้อย แต่มีเสน่ห์ในแบบที่ไม่ต้องพยายาม เหมยลี่ประทับใจเขาตั้งแต่แรกเห็น และยิ่งเมื่อรู้ว่าเขาทำงานเกี่ยวกับรถไฟฟ้าที่เธอใช้ทุกวัน เธอก็ยิ่งรู้สึกว่ามันคือ “พรหมลิขิต” หลังจากวันนั้นเหมยลี่เริ่มสังเกตตัวเองว่าเธอเริ่มเปลี่ยนไป เธอเริ่มตั้งนาฬิกาปลุกให้เช้าขึ้นกว่าเดิม เธอแต่งตัวดีขึ้น ทาปากสีอ่อนๆ ที่เข้ากับชุดทำงาน และเลือกเส้นทางที่แน่ใจว่า “อาจจะเจอลุงอีก” เธอเริ่มคิดถึงเขาทุกครั้งที่นั่งรถไฟฟ้า ทุกครั้งที่เห็นโครงการก่อสร้าง หรือแม้แต่เสียงประกาศในสถานี เธอก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเขา

จนกระทั่งวันหนึ่งโชคก็เข้าข้างเธออีกครั้ง เหมยลี่เจอลุงบนรถไฟฟ้าจริงๆ และครั้งนี้เธอกล้าที่จะทัก เขายิ้มตอบอย่างสุภาพ บทสนทนาสั้นๆ เรื่องการทำงานและอากาศวันนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เล็กๆ ที่ค่อยๆ เติบโตในใจของเธอ เหมยลี่เริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับเขา เธอรู้ว่าเขาเป็นคนตั้งใจทำงานมาก ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับระบบคมนาคม และทุ่มเทให้กับโครงการรถไฟฟ้าใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ก็รู้มาว่าเขามักทำงานดึก ไม่ค่อยมีเวลาให้เรื่องส่วนตัว ซึ่งสำหรับคนทั่วไปอาจมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่สำหรับเหมยลี่ มันกลับทำให้เธอรู้สึกว่าเขาน่าชื่นชมความพยายามของเธอในการ “พุ่งชนเป้าหมาย” เริ่มต้นขึ้นจริงจัง เธอเริ่มหาข้ออ้างในการเจอลุงบ่อยๆ ทั้งฝากเพื่อนให้ช่วยแนะนำ ทั้งแอบไปเยี่ยมไซต์งานรถไฟฟ้าในวันหยุด ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้มีธุระอะไรที่นั่นเลย ทุกครั้งที่เจอเขา เธอจะพยายามทำให้ตัวเองดูดีที่สุด แม้บางครั้งจะเผลอทำเรื่องเปิ่นๆ จนหน้าแตกก็ตาม

แต่เส้นทางความรักของเหมยลี่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะระหว่างที่เธอกำลังพยายามเข้าใกล้ลุงมากขึ้น ก็มี “ศัตรูหัวใจ” ปรากฏตัว นั่นคือ เพลิน สาวรุ่นน้องข้างบ้านที่อายุน้อยกว่าเธอเกือบสิบปี สดใส ร่าเริง และดูเหมือนจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว เพลินรู้จักลุงจากกิจกรรมอาสาสมัครที่เขาเข้าร่วมด้วยกัน และดูเหมือนทั้งคู่จะสนิทกันไม่น้อย เหมยลี่เริ่มรู้สึกหวั่นใจ เพราะไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหน เพลินก็มักจะอยู่ในที่ที่ลุงอยู่เสมอความรู้สึกของการเปรียบเทียบเริ่มกัดกินใจเธอ เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หรือฉันจะมาช้าไป?” “หรือผู้หญิงวัยสามสิบอย่างฉัน มันแก่เกินไปสำหรับความรักแล้ว?” แต่ถึงจะมีความไม่มั่นใจ เธอก็ยังไม่ยอมแพ้

ในขณะเดียวกัน ลุงก็เริ่มเปิดใจให้เธอมากขึ้น เขาเห็นในความพยายาม ความจริงใจ และความอบอุ่นในตัวเหมยลี่ แม้บางครั้งจะขี้เล่นเกินเหตุ แต่เธอก็ทำให้เขายิ้มได้ในวันที่เหนื่อยล้า ทั้งคู่เริ่มใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ออกไปกินข้าว เดินเล่น พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองต่อชีวิต และในช่วงเวลานั้น เหมยลี่เริ่มรู้สึกว่าชีวิตเธอกำลังมี “สีสันใหม่” แต่ในวันที่เธอกำลังคิดว่าเรื่องราวกำลังจะลงเอยอย่างสวยงาม กลับมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น “แฟนเก่าของลุง” กลับมาอีกครั้ง เธอเป็นหญิงสาวที่ดูเรียบหรู มีบุคลิกมั่นใจ และเป็นอดีตคนรักที่ทุกคนรอบตัวลุงคาดไม่ถึงว่าจะกลับมา เธอและลุงเคยคบกันเมื่อนานมาแล้ว ก่อนที่ลุงจะทุ่มเทชีวิตให้กับงานและห่างเหินกันไป เหมยลี่รับรู้เรื่องนี้โดยบังเอิญ และในคืนนั้นเธอร้องไห้ทั้งคืนโดยไม่กล้าโทรหาลุงเลย ความไม่แน่ใจ ความกลัวว่าจะเสียเขาไป และความรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่ดีพอ” เริ่มถาโถมเข้ามา เหมยลี่เลือกจะถอยออกมาเงียบๆ เธอหันไปโฟกัสกับงานแทน พยายามบอกตัวเองว่า “บางทีความรักก็ไม่ต้องพยายามขนาดนั้น” แต่ในใจเธอกลับคิดถึงเขาแทบทุกวัน

จนวันหนึ่งเหมยลี่ต้องไปทำงานนอกสถานที่ และบังเอิญผ่านเส้นทางของโครงการรถไฟฟ้าที่ลุงดูแลอยู่ เธอเห็นเขากำลังทำงานกลางแดดอย่างตั้งใจ เหงื่อท่วมตัวแต่ยังยิ้มได้ในขณะอธิบายระบบให้ทีมงานฟัง ภาพนั้นทำให้เธอรู้สึกว่า “เขายังเป็นคนเดิม” คนที่เธอชอบตั้งแต่วันแรกที่เจอ ในตอนเย็นวันเดียวกัน ลุงโทรมาหาเธอ เขาขอโทษที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ และอธิบายว่าที่อดีตแฟนกลับมาเพียงเพื่ออำลาก่อนเดินทางไปต่างประเทศ เขาเองไม่ได้คิดจะกลับไปคืนดีแต่อย่างใด เหมยลี่ฟังแล้วเงียบอยู่นาน ก่อนจะหัวเราะเบาๆ พร้อมน้ำตาไหล “ฉันนี่แหละคิดมากไปเอง”หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มมั่นคงมากขึ้น พวกเขาเรียนรู้กันและกันมากขึ้น ลุงสอนให้เหมยลี่เห็นว่าความรักไม่จำเป็นต้องเร่งรีบเหมือนรถไฟฟ้าที่เธอขึ้นทุกวัน แต่ต้องใช้เวลาและความเข้าใจ ส่วนเหมยลี่เองก็ทำให้ลุงรู้ว่าชีวิตไม่ได้มีแต่การทำงาน แต่ยังมีความสุขเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในทุกวัน

เมื่อโครงการรถไฟฟ้าเส้นใหม่เปิดใช้งานในที่สุด ลุงได้เป็นคนทดสอบระบบวันแรก เหมยลี่ก็ไปยืนรออยู่ที่สถานีโดยไม่บอกเขาล่วงหน้า พอขบวนรถไฟฟ้าคันแรกแล่นเข้ามา เธอก็เห็นเขายืนอยู่ในนั้น เขาเห็นเธอผ่านกระจก สบตากันในจังหวะที่ประตูเปิดพอดี เธอยิ้ม ส่วนเขาก็ยิ้มตอบ ก่อนจะก้าวลงมาหาเธอ เสียงประกาศในสถานีดังขึ้นว่า “ขอบคุณที่ใช้บริการรถไฟฟ้า วันนี้รถไฟฟ้ามาหา…เธอ” เสียงประกาศนั้นเหมือนคำบอกเล่าของชะตากรรมที่เล่นกับหัวใจทั้งสองคน พวกเขายืนมองหน้ากันท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ เหมยลี่ไม่พูดอะไร นอกจากยื่นกาแฟแก้วโปรดให้เขา ส่วนลุงก็ยื่นบัตรโดยสารรถไฟฟ้าใบหนึ่งให้เธอ พร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่สื่อว่า “จากนี้ไป…เราจะไปด้วยกัน”

รูปแบบสไตล์หนังเรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ

สไตล์หนังเรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ถูกเล่าในสไตล์โรแมนติกคอมเมดี้แบบไทยร่วมสมัย ที่ผสมผสานอารมณ์ขันและความอบอุ่นได้อย่างลงตัว เน้นการสะท้อนชีวิตคนเมืองยุคใหม่ โดยเฉพาะผู้หญิงวัยทำงานที่ต้องต่อสู้กับความโดดเดี่ยวในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน โทนภาพใช้สีสว่าง สดใส แฝงด้วยแสงอบอุ่นของช่วงเย็นและแสงนีออนของเมือง เพื่อสื่อถึง “ความเหงาที่มีแสงสว่างอยู่ปลายทาง”

จังหวะหนังค่อนข้างเรียบง่าย แทรกมุกตลกจากชีวิตประจำวัน เช่น เหมยลี่ที่มักซุ่มซ่ามหกล้ม ทำงานผิดพลาด หรือพูดผิดในเวลาคับขัน แต่ทุกอย่างถูกเล่าด้วยความจริงใจ ไม่เยาะเย้ย และเต็มไปด้วยเสน่ห์ของ “ความไม่สมบูรณ์แบบที่น่ารัก”

สรุปรีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ เรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่เรียนรู้ว่า ความรักไม่ได้เกิดขึ้นจากการวิ่งตามใครสักคน แต่เกิดขึ้นเมื่อเรากล้าหยุดรอในที่ที่เหมาะสม และเปิดใจให้กับความบังเอิญที่อาจเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล เหมยลี่ไม่ใช่ผู้หญิงที่เพอร์เฟ็กต์ ไม่ได้สวยหรูเหมือนนางเอกในโฆษณา แต่เธอมีหัวใจที่อบอุ่นและกล้าพอจะยอมรับความเปิ่นของตัวเอง ส่วนลุงก็เป็นผู้ชายที่ไม่ได้โรแมนติกแต่จริงใจ เขาทำให้เธอรู้ว่าความรักแท้ไม่ต้องหวือหวา แค่มีใครสักคนที่พร้อมจะ “มาหา” ในวันที่เรายังไม่หมดหวังในความรัก


Posted

in

by

Tags: